การปรับเพิ่มเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำ จะเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีเงินกองทุนฯ น้อย พิจารณาควบรวม หรือขายบริษัท มีคนข้างนอกสนใจธุรกิจ ประกันภัย อยู่

ประชาสัมพันธ์โดย : ทูเดย์อินชัวร์ดอทคอม ศูนย์รวม ประกันภัยรถยนต์ มากกว่า 3,000 รายการ,
ประกันภัยรถยนต์ชั้น1, ประกันภัยรถยนต์ชั้น3 ประกันภัยรถยนต์หลากหลายรุ่นให้เลือก

ฉับพลันที่ภาคธุรกิจโดยผู้แทนสมาคมประกันวินาศภัยไทย จุดพลุให้รัฐปรับเพิ่มเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำที่บริษัท ประกันภัย ต้องดำรงไว้ตลอดเวลาประกอบธุรกิจให้แข็งแกร่งอยู่ในระนาบเดียวกับอาเซียน โดยสะท้อนปัญหาเงินกองทุนฯ ในปัจจุบัน แม้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย (คปภ.) จะใช้เกณฑ์การดำรงเงินกองทุนฯ ตามระดับความเสี่ยง (RBC) มาควบคุม แต่เงินกองทุนฯ ขั้นต่ำยังคงยึดตามที่กฎหมายกำหนด บริษัทประกันวินาศภัยต้องมีเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำ 10% ของเบี้ย ประกันภัย รับสุทธิ หรือไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาทซึ่งต่ำเกินไป จึงมีบริษัท ประกันภัย ฐานะการเงินมีปัญหา และถูกปิดกิจการอยู่เป็นระยะ

เงินกองทุนฯ ไทยต่ำสุดในอาเซียน / 300 ล้าน กันเหนียวสกัดบริษัท ประกันภัย ล้ม

โดยเลขาธิการ คปภ.รับลูกทันควัน พร้อมจะปรับเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันได ส่วนจะเพิ่มเท่าไหร่และเริ่มเมื่อไหร่จะหารือกับภาคธุรกิจอีกครั้ง จะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ ขณะที่บิ๊กในวงการอดีตนายกสมาคมฯ หลายสมัย ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บมจ.กรุงเทพประกันภัยก็เห็นด้วย โดยกล่าวว่ากฎหมายไทยเรื่องเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำของบริษัทประกันวินาศภัยกำหนดไว้แค่ 30 ล้านบาท ต่ำสุดหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่สูงกว่าเยอะ อาทิ กัมพูชา กำหนดเงินกองทุนขั้นต่ำ 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 140-150 ล้านบาท มาเลเซียระดับ 1,000 ล้านบาท ซึ่งใช้คู่กับ RBC เหมือนไทย ส่วนพม่าไม่แน่ใจอาจจะ 20-30 ล้านเหรียญสหรัฐ

” คปภ.คิดอยู่ RBC อย่างเดียวไม่พอ จะพิจารณาเพิ่มเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำสุด ถ้าดูเงินกองทุนฯ ของเราตอนนี้พอไปได้ แต่อีก 12 เดือนข้างหน้าถ้าเราอยากบุกตลาดขยายงานเร็ว ก็ต้องตัดราคาแย่งงานคนอื่นมา สมมติสร้างเบี้ย ประกันภัย 400-500 ล้านบาท ถึงเวลาจ่ายมีเงินไม่พอกองทุนฯ น้อยเกินไป กว่า คปภ.จะรู้ RBC ไม่พอบริษัทล้มไปก่อน ดังนั้นควรจะมีเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำมากันเหนียว การเพิ่มเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำให้สูงขึ้น อย่างน้อยเจ้าของ หรือหุ้นส่วนใหญ่ต้องเข้ามาดูแลโดยตรง เงินกองทุนฯ คือทุนชำระแล้วบวกกำไรสะสม โดยทั่วไปเมื่อเปิดเออีซี แต่ละประเทศพยายามสร้างกำแพง ใครจะเปิดบริษัท ประกันภัย ในบ้านเขา ต้องมีเงินกองทุนฯ ต่ำสุดเท่าไหร่ อย่างที่มาเลเซีย และสิงคโปร์ บริษัท ประกันภัย มีคนต่างชาติบริหารมากกว่าคนท้องถิ่น”

ถามว่าเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำควรจะเป็นเท่าไหร่ กล่าวว่า 10 ปีก่อน กรมการ ประกันภัย สมัยนั้นพยายามผลักดันให้บริษัทประกันวินาศภัยต้องมีเงินกองทุนฯ อย่างต่ำ 300 ล้านบาท บริษัทประกันชีวิต 500 ล้านบาท กฎหมายยังไม่ออกมา ดังนั้นถ้าจะปรับอย่างน้อยที่สุดก็ต้องอยู่ระดับนี้ แม้จะไม่มากแต่ยังดีกว่าในตอนนี้ ซึ่งถ้าเทียบกับกัมพูชาเมื่อ 12 ปีก่อนที่เริ่มเปิดบริษัท ประกันภัย นำเกณฑ์ 300 ล้านบาทของไทยไปเป็นกรอบในการออกประกาศ กำหนดให้บริษัท ประกันภัย ที่เปิดธุรกิจในกัมพูชา ต้องมีเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำ 7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 300 ล้านบาท แต่ให้ชำระครึ่งหนึ่งก่อน

“อย่าง 300 ล้านบาทที่บอกให้เพิ่ม บริษัทขนาดกลาง และเล็กจะมีปัญหาแน่ ต้องให้ทยอยเพิ่ม ให้เวลาเตรียมตัวอาจจะ 5 ปี สมมติ 6 เดือนข้างหน้าเพิ่มเป็น 50 ล้านบาท 6 เดือนถัดไปเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท อย่าง 50 ล้านบาทคิดว่าบริษัทส่วนใหญ่น่าจะมีเงินกองทุนฯ ครบ ถ้าถึงเวลาเงินกองทุนฯ ไม่ครบ คปภ.จะถอนใบอนุญาต ถ้าบริษัทไม่อยากถูกถอนอาจจะควบรวมกับบริษัทอื่น หรือขายบริษัทออกไป”

กระตุ้น “ขาย-ควบรวม” / ค่าย ประกันภัย เยอะควรลดครึ่ง

การปรับเพิ่มเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำ จะเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีเงินกองทุนฯ น้อย พิจารณาควบรวม หรือขายบริษัท มีคนข้างนอกสนใจธุรกิจ ประกันภัย อยู่ แม้การปรับเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำเพิ่มขึ้น อาจจะทำให้คนที่สนใจต้องคิดหนัก แต่เชื่อว่ายังมีความสนใจอยู่ ซึ่งปัจจุบันไทยมีบริษัทประกันวินาศภัย 64 บริษัทมากเกินไป ดีสุดไม่น่าจะเกินครึ่งหนึ่งหรือ 32 บริษัท หากบริษัทลดจำนวนลงครึ่งหนึ่ง จะทำให้บริษัทที่เหลืออยู่มีเบี้ย ประกันภัย เฉลี่ยต่อบริษัทเพิ่มขึ้น

สำหรับกรุงเทพประกันภัย ยังไม่มีโอกาสไปเจรจากับบริษัทใด และยังไม่มีใครมาติดต่อจะขาย หรือควบรวม ซึ่งหากบริษัทที่มาติดต่อมีงาน ส่วนใหญ่ผ่านตัวแทน นายหน้า (โบรกเกอร์) ไม่สนใจ เพราะสามารถสร้างตัวแทนได้อีก ทั้งถ้าเปลี่ยนเจ้าของใหม่ ความผูกพัน ความภักดีของตัวแทนไม่มี ตัวแทนจะย้ายไปอยู่บริษัทอื่นเอางานไปด้วย แต่ถ้าบริษัทนั้นมีงานในเครือค่อนข้างมาก เช่นงานรัฐวิสาหกิจ หรือผ่านธนาคาร มีความน่าสนใจกว่า เป็นกลุ่มที่อยากเข้าไปซื้อ

“เราไม่ซื้อ หรือตั้งบริษัทใหม่ เพราะ branding ใหม่สร้างยากมาก แต่ถ้ามีงานในเครืออย่างที่ว่าก็จะซื้อ การควบรวมกันจะมีงาน 20-25% หายไป ต้องมาดูส่วนที่อยู่คุ้มหรือไม่ แต่การควบรวมดีตรงที่ผู้บริหารเดิมยังอยู่ทั้ง 2 บริษัท ร่วมกันถือหุ้น ลูกค้ายังอยู่ แต่ถ้าซื้อบริษัทบางทีลูกค้าจะหายไปตามตัวแทน สิ่งที่เราต้องการคือคน และงาน”

ต่อข้อถามปี 2557 จะมีประเด็นที่ คปภ.ขยายเวลาผ่อนผันเรื่องเงินกองทุนฯ ให้กับบริษัท ประกันภัย ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหมดลงสิ้นเดือนมีนาคมด้วย จะกระทบเงินกองทุนฯ บริษัท ประกันภัย และกดดันให้มีการขาย หรือควบรวมกันมากขึ้นหรือไม่ กล่าวว่า เรื่องน้ำท่วมไม่น่าจะกระทบฐานะการเงินบริษัท ประกันภัย มาก โดยเลขาธิการ คปภ.บอกมาแล้วจะไม่ผ่อนผันให้ทุกบริษัท กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย หากบริษัทไหนมีปัญหาว่ากันเป็นรายๆ ไป ดูความจำเป็นต้องผ่อนผันให้หรือไม่ เพราะยังมีผู้รับ ประกันภัย ต่อ (รีอินชัวเรอส์) บางรายยังจ่ายสินไหมช้าอยู่ หากสินไหมส่วนนี้เป็นหนี้สูญ ทำให้เงินกองทุนฯ ที่ต้องดำรงเงินตามเกณฑ์ RBC ไม่พอ

“ก็คงดูฐานะผู้รับ ประกันภัย ต่อ ดูเหตุผลทำไมจ่ายช้า ถ้าพอฟังได้ มั่นใจได้เงินคืนบ้าง ท่านก็อะลุ้มอล่วยให้ ถ้าบริษัท ประกันภัย ไหนมีปัญหาฐานะการเงิน ดูแนวโน้มแล้วผู้รับ ประกันภัย ต่อไม่จ่าย ท่านอาจจะให้เพิ่มทุน ไม่งั้น RBC จะต่ำ ถ้าจำนวนบริษัทที่ได้รับผลกระทบแค่ 5-6 บริษัท ท่านก็คงให้เสนอเรื่องมาพิจารณาเป็นรายบริษัท แต่ถ้ามีมากถึง 20-30 บริษัท คงจะประกาศให้ทุกบริษัทเหมือนที่ผ่านมา”

แห่เพิ่มทุนหลังหมดผ่อนผัน

ด้านกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ถ้ายึดตามเกณฑ์ที่ คปภ. ผ่อนผัน ทางศรีอยุธยา เจนเนอรัลฯ มีอัตราความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR Ratio) 310% เทียบกับ 140% ที่ คปภ.กำหนด

อย่างไรก็ดี บริษัทได้ประเมินทางเลือก และเตรียมรับมือไว้แล้ว หาก คปภ. ไม่ผ่อนผันกลับไปใช้เกณฑ์คำนวณ RBC ปกติ บริษัทจำเป็นต้องเพิ่มทุน ซึ่งคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บริษัทอนุมัติแล้ว พร้อมกับเตรียมเงินไว้แล้วเช่นกัน แต่บอกไม่ได้เท่าไหร่ เบื้องต้นยังคิดว่าไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน

ข่าวจาก คปภ.ให้ความเห็นว่า การปรับเพิ่มเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำสามารถทำได้ทันที อยู่ในอำนาจบอร์ด คปภ.ที่จะออกประกาศ ปัจจุบันถ้ายึดเกณฑ์ RBC ค่าเฉลี่ยเงินกองทุนฯ ของบริษัทประกันวินาศภัยอยู่ที่ 200-300%

“ตอนปี 2538 ที่ให้ใบอนุญาตบริษัท ประกันภัย ใหม่ 25 บริษัท ตอนนั้นมีประกาศกระทรวงกำหนดเป็นเงื่อนไขในการขอใบอนุญาตบริษัทใหม่ หากเป็นประกันวินาศภัยต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 300 ล้านบาท บริษัทประกันชีวิต 500 ล้านบาท ก็อยากจะให้บริษัทเก่าที่เปิดอยู่มีทุนจดทะเบียนเท่านี้ ด้วยทุนจดทะเบียน และเงินกองทุนเป็นคนละตัวกัน”

ที่มา : สยามธุรกิจ


หมวดประกันภัยรถยนต์อื่น ที่สามารถเลือกซื้อได้

 วิริยะประกันภัย   กรุงเทพประกันภัย   สินมั่นคงประกันภัย   อาคเนย์ประกันภัย   เมืองไทยประกันภัย