เพิ่มระดับเงินกองทุน ประกันภัย ขั้นต่ำให้สอดคล้องกับอัตราการขยายตัว แบ่งเป็น 4 ขั้นภายในระยะเวลา 5 ปี สูงสุดอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท

คปภ. ถกธุรกิจประกันชีวิตวางโรดแมปประกันชีวิตอาเซียน ชูธง 4 ข้อ หนุนทั้งเพิ่มเงินกองทุน ประกันภัย ขั้นต่ำมาตรฐานใน 5 ปี ตั้งเพดาน 1 พันล้าน คลายกฎเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นเพิ่ม-นำตราสารเงิน-หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หนุนเงินกองทุน ประกันภัย ขั้นต่ำตามเกณฑ์ ฟากประกันชีวิตขานรับหนุนเพิ่มเงินกองทุนฯ

เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ได้มอบแนวทางการกำกับดูแลและส่งเสริมธุรกิจประกันชีวิต แก่สมาคมประกันชีวิตไทย และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทประกันชีวิต โดยแบ่งเป็น 4 เรื่องเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.การเพิ่มระดับเงินกองทุน ประกันภัย ขั้นต่ำให้สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของบริษัทประกันชีวิต ซึ่งการกำหนดอัตราดังกล่าวจะแบ่งเป็น 4 ขั้นภายในระยะเวลา 5 ปี ทั้งนี้อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (capital adequacy ratios: CAR) กำหนดระดับเพดานสูงสุดอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท นับจากประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้

ในส่วนของการเตรียมความพร้อม ตลอดจนมาตรการรองรับผลที่จะเกิดขึ้น จากการเพิ่มสัดส่วนของเงินกองทุน ประกันภัย นั้น สำนักงาน คปภ. ได้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ เพื่อผลักดันให้บริษัทสามารถเพิ่มเงินกองทุน ประกันภัย ขั้นต่ำเป็นไปอย่างราบรื่น เช่น การให้สามารถนับรวมตราสารทางการเงินที่มีคุณสมบัติเข้าข่าย เช่น หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ให้เป็นเงินกองทุน ประกันภัย การสนับสนุนการควบรวมกิจการ การเพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติจะสูงเกิน 49% ได้หรือไม่ และการนำเสนอแผนการเพิ่มเงินกองทุน ประกันภัย ขั้นต่ำ ในกรณีที่บริษัท ประกันภัย ไม่สามารถเพิ่มเงินกองทุนฯ ดังกล่าวได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเชื่อว่านโยบายในการขยายเกณฑ์บางข้อ น่าจะทำให้บริษัท ประกันภัย เหล่านั้นปรับตัวได้ไม่ยาก และจากการดูโครงสร้างเงินกองทุน ประกันภัย ส่วนเกินของบริษัทประกันชีวิต ส่วนใหญ่แทบไม่มีปัญหา

2. ธุรกิจประกันชีวิตให้ความสำคัญกับการเสนอขาย และการเปิดเผยข้อมูล โดยจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน เช่น เงื่อนไขความคุ้มครองตามสัญญา ประกันภัย ค่าบำเหน็จและอัตราเบี้ย ประกันภัย

3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้มีความหลากหลาย ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต เพื่อรองรับการเกษียณอายุ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากร ขณะเดียวกันต้องเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการ ประกันภัย

4. ธุรกิจประกันชีวิตต้องเตรียมวางแผนกลยุทธ์ แผนการดำเนินงานเพื่อบริหารการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยศึกษาจากประสบการณ์ แนวทางพัฒนาการจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารค่าใช้จ่าย และการใช้ประโยชน์จากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น

“การกำกับดูแลธุรกิจประกันชีวิต จะเป็นแบบ Principle Based เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ โดยสำนักงาน คปภ. จะกำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เกิดความคล่องตัว และลดค่าใช้จ่ายของบริษัท รวมถึงส่งเสริมให้ธุรกิจประกันชีวิตมีวินัยในตนเอง และการใช้กลไกตลาด ในการกำกับดูแลเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการออกกฎระเบียบในการกำกับต่อไปในอนาคต”

ด้านนายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงาน คปภ. ได้ส่งหนังสือรายละเอียดเกี่ยวกับระดับการดำรงเงินกองทุน ประกันภัย ขั้นต่ำให้แต่ละบริษัท ประกันชีวิตแล้ว ส่วนตัวมองว่า การปรับระดับของเงินกองทุน ประกันภัย ขั้นต่ำให้สูงขึ้น จะส่งผลดีต่อธุรกิจประกันชีวิตโดยรวม ให้มีมาตรฐานเหมือนกับต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นภายในของแต่ละองค์กรที่จะบริหารความเสี่ยง ด้วยการเพิ่มเงินกองทุน ประกันภัย ตามเกณฑ์

“ที่ผ่านมา คปภ.ได้มีการสอบถามไปแต่ละบริษัท ประกันภัย ถึงความพร้อมและความเหมาะสมของระดับเงินกองทุนฯ อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นเรื่องใหม่ อีกทั้งแต่ละบริษัทฯ คอยติดตาม เนื่องจากจะมีผลต่อความมั่นคงของธุรกิจ การปรับโครงสร้างเงินกองทุน ประกันภัย ซึ่งคงต้องรอผลบังคับใช้ที่จะออกมา”

ในฐานะกรรมการ, กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (บมจ.) ว่า ในส่วนของเมืองไทยประกันชีวิต มีความพร้อมในเรื่องของการดำรงเงินกองทุน ประกันภัย ขั้นต่ำตามเกณฑ์ที่ คปภ. กำหนด ซึ่ง CAR Ratio อยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้กว่า 400% ขณะที่ตามมาตรฐานของเงินสำรองส่วนเกินที่ระดับ 140% และหากในอนาคตมีการกำหนดเพดานสูงสุดเป็น 1,000 ล้านบาท เชื่อมั่นว่าบริษัทฯ พร้อมปฏิบัติตามอยู่แล้ว

สอดคล้องกับกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในส่วนของบริษัทฯ ไม่มีปัญหาในเรื่องการเพิ่มของเงินกองทุน ประกันภัย ตามแผนดูแลธุรกิจประกันชีวิตของ คปภ. ซึ่งหากประเมินความสามารถแล้ว ปี 2558 จะเป็นปีที่บริษัทฯ เข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นช่องทางในการระดมทุนครั้งสำคัญ คาดว่าหากกระจายให้กับนักลงทุนรายย่อยแล้ว น่าจะมีเงินที่สามารถใช้ลงทุน รวมถึงเพิ่มความมั่นคงด้านต่างๆ ของบริษัทฯ เพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ดังนั้นตามขั้นบันไดที่ให้ 1 ปีแรก คือเพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำทุนอยู่ที่ 300 ล้านบาท ไปจนถึงขั้นสุดท้ายที่ 1,000 ล้านบาทนั้น ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

link : http://www.todayinsure.com/index.php?ui=news&tag=other&interface=detail&id=869